++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
5 ธันวาคม 2551 ณ ปาย
ระยะทางหลายร้อยกิโล กับโค้งนับร้อยโค้งตลอดเส้นทางการเดินทาง...หลับ..ทุกโค้งจนหัวชนกับกระจกรถตู้ทุกที ถึงปายแล้ว..เจ็บหัว..
เดินเรื่อยเปื่อย คนเยอะมากเพราะมันเป็นช่วงเทศกาลพอดี เช่ารถมอไซต์หนึ่งคัน..

หาที่กางเต้นท์..สุดท้ายได้ที่กางในโรงเรียนปายวิทยาคาร..
มาถึงปายตอนบ่าย2 อากาศร้อนมาก ร้อนตับแตก เพราะว่าขามาใส่เสื้อกันหนาวกับผ้าพันคอ(อย่างหนา) ไม่คิดว่าตอนกลางวันมันจะร้อนได้ขนาดนี้ สุดยอด!

กางเต้นท์เสร็จแล้วก็เดินดูถนนคนเดิน มีหลายแยกหลายซอย แต่ละซอยก็มีร้านกาแฟน่ารักๆหลายร้าน (น่าถ่ายรูปที่ซู้ดดด)
อากาศเริ่มเย็น แต่ก็เฉยๆ เพราะว่ามันหนาวเท่ามช.เลย ชินเสียแล้ว
เดินถ่ายรูปกระหน่ำ+ช๊อปปิ้งเล็กน้อย แต่เดินแทบขาลาก เดินหลายชั่วโมงมาก เดินจนเหนื่อย ไปนั่งกินกาแฟกับเค้กช่วงดึก แล้วก็ลั๊ลลากลับเต้นท์กันประมาณเที่ยงคืน..ซึ่งตอนนั้นอากาศเย็นพอสมควร(พอๆกับมช.เลย)
ก็คิดว่าไม่หนาวเท่าไหร่หรอก แต่เจ็บหลัง (พื้นมันไม่เรียบ) ตอนแรกๆใส่เสื้อกันหนาว(ตัวหนา)นอนตัวเดียว กางเกงยีนส์ ถุงเท้า(อย่างหนา) ผ้าพันคอ หมวกไหมพรม แล้วก็นอน
สะดุ้งตื่นมาอีกทีตอนตีสอง พบว่า อากาศมันหนาวจนเท้าและขาสองข้างปวดจนถึงกระดูก ชาและแข็งไปแล้ว ทนไม่ได้!!! เอากางเกงมาใส่ทับอีกผืนเสื้อหนาวอีกผืน(อย่างหนาๆ) แล้วก็ใส่รองเท้าผ้าใบนอน แต่ก่อนจะนอน แก้ความหนาวด้วยการกรอกเหล้าเกาหลี(คล้ายๆพวกสาเกญี่ปุ่น)ไปสองสามอึกเพื่อให้ร่างกายอุ่น ได้ผล..ร่างกายเริ่มอุ่นมาบ้างแล้วแต่ไม่นานเท่าไหร่นัก ช่วงที่ร่างกายกำลังอุ่นก็กลับเข้าเต้นท์ไปนอน นอนขดตัวแล้วก็นอนไปได้ถึงตีสี่..ไม่ไหวแล้ว!! เสียงเม็ดน้ำค้างหยดลงหลังคาเต้นท์ราวกับฝนตก อากาศหนาวเย็นจัด ร่างกายช่วงบนอบอุ่นดีเพราะเสื้อกันหนาวหนาๆสองผืน แต่ช่วงขาลงมาถึงตีน..
แข็งและปวดมาก ปวดแบบทรมานสุดๆ เหนือคำบรรยาย แล้วก็นอนไม่หลับจนถึงหกโมงครึ่งในตอนเช้า..
6 ธันวาคม 2551
ตื่นขึ้นมาถ่ายรูปกับหมอกที่ลงหนาและอากาศที่หนาวจัด จากนั้นก็ขับรถมอไซต์ไปที่ Coffee in love
เมื่อไปถึง..(ตอนเช้านะ) คนเต็มทาง เต็มร้าน เต็มพื้นที่ ถ่ายรูปกันตรึม!
จากนี้ไปจะเป็นภาวะแข่งขันการแย่งชิงพื้นที่ถ่ายรูปกัน!! จนถึงประมาณเที่ยง..
อ้อ! ตอนเช้าที่คอฟฟี่อินเลิฟ ซื้อข้าวต้มมากิน ลวกปาก (ปวดเพดานปากยังไม่หายเลยเนี่ยะ)
เพื่อนๆที่นอนเต้นท์ได้ตัดสินใจแล้วว่า เราจะไม่นอนคืนที่สองต่อตามแผนที่วางไว้!
เพราะทนกับความหนาวเหน็บแสนสะท้านไม่ได้ จากที่จองตั๋วรถกลับวันที่7 พวกเราก็เลยไปที่ท่ารถเพื่อจะขอย้ายกลับเป็นตอนเย็นของวันนี้แทน
กลับ 5 คน
รถที่ว่างวันนี้.. รถตู้ เต็มเกือบหมด ว่างอยู่สองที่ ที่ละคัน ตกลงว่าเราต้องแยกกันนั่งรถกลับ แล้วไปเจอกันที่เชียงใหม่.. เสร็จไปสอง เหลือ สาม
อีกสามคน...รถที่ยังว่างอยู่คือรถเมล์พัดลม... แต่ก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งชาวไทยนี่แหละ ไม่แน่อาจอยู่มช. มากับแฟนมากันเป็นคู่เชียว นับรวมกันได้6คนโดยประมาณ มันตัดหน้าครับผม ชิงจองที่นั่งไปก่อน..แต่ก็นะ..ยังมีที่ว่างสามที่สุดท้าย(หลังรถสุดเลย) เราก็เลยจองไป
ระหว่างที่รอขึ้นรถรอบบ่าย3 ก็ตระเวณกินไอติม ช๊อปปิ้งกัน ส่งโปสการ์ดด้วย จนถึงบ่ายสาม... (เกือบขึ้นรถไม่ทันเพราะกินไอติมเพลิน)
รถเมล์พัดลม..ที่นั่งเต็ม... ส่วนที่นั่งที่เราจองไว้...พวกคนกลุ่มนั้น(ที่มันจองตั๋วตัดหน้าเราไป) มันมานั่งด้านหลังเต็มหมดเลย..
รถเมล์ที่นั่งไม่พอ...
ระยะทาง130กว่ากิโล 762โค้ง... จากปาย สู่ เชียงใหม่...
ยังดีที่มีที่นั่งว่างเหลืออีกหนึ่ง (คงเป็นของคนที่สละสิทธิ์) ก็เลยผลัดกันนั่งกัน
ตอนแรกให้เพื่อนนั่งไปก่อน เราก็ยืนโหนรถเมล์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้กินยาแก้เมามาเรียบร้อย แล้วก็ง่วง...
ยืนโหนรถเมล์แล้วก็หลับ (กึ่งกลับกึ่งตื่น)
เป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นมาก รถเมล์พัดลมขึ้นดอยเป็นร้อยๆโค้ง ทางสุดแสนจะชัน กลัวว่ารถจะขึ้นดอยไม่ไหว (น่ากลัวจริงๆนะเฟ้ย เพราะมันเป็นรถเมล์พัดลมเก่ามาก ได้กลิ่นไหม้ๆด้วยอ่ะ)
ประมาณนานเท่าไหร่ไม่รู้(แต่นาน) เพื่อนที่ไปนั่งก่อนหน้านี้ก็มาผลัดเปลี่ยนให้เพื่อนเราอีกคนไปนั่ง
จนถึงช่วงที่พักครึ่งทาง15นาที กระเป๋ารถเมล์เขาบอกจะให้พวกผู้ชาย(กลุ่มคนที่มันมานั่งด้านหลัง) สลับกับพวกเราไปยืนแทน แล้วให้พวกเราไปนั่ง แต่พวกเราก็ไม่ยอมไปนั่ง
ไม่รู้ทำไม เพราะไม่อยากไปนั่งกับแฟนพวกนั้น รู้สึกอึดอัด+ทะแม่งๆ
แต่เราก็ได้ไปผลัดนั่งตรงที่นั่งว่างที่นั้นกับเพื่อนเป็นคนสุดท้าย แล้วก็เผลอหลับ ไอ้ช่วงที่หลับก็สัพหงกตามโค้ง พอรถโค้งปุ้บ ก็เอียงไปซ้ายหลุดจากที่นั่ง ก็สะดุ้งเด้งกลับมานั่งหลับเหมือนเดิม พอไปอีกโค้ง ก็สัพหงกไปทางขวาชนกับคนที่นั่งข้างๆ (ซึ่งเป็นเกย์..) แต่เขาก็สัพหงกมาชนเราเหมือนกันแหละน่า
นั่งหลับแล้วเกร็งกับทางโค้งกี่ร้อยโค้งไม่รู้ จนดูหลักกิโล อีก55 กิโลจะถึงเชียงใหม่ ก็เลยลุกให้เพื่อนอีกคนนั่งแทน
ไม่ไหว ถ้าขืนนั่งต่อ ก็ง่วงหลับ แล้วก็สัพหงกไปชนเขามั่ง หลุดจากเก้าอี้ที่นั่งมั่ง
เลยไปยืนโหนรถแทน สร่างเลย ไม่ง่วงด้วย
ก็เลยถามเพื่อนที่ยืนอีกคนว่า ทำไมไม่นั่ง เพราะเห็นว่าพี่ผู้ชายเขาจะเปลี่ยนเป็นยืนแทน (ตามที่กระเป๋ารถเมล์บอก) เพื่อนเราก็บอกว่า ไม่อยากไปนั่งกับแฟนพวกนั้น (คือด้านหลังเป็นกลุ่มมันหมดเลย) รู้สึกอึดอัด แต่พวกพี่คนนั้น มันเรียกเพื่อนเราว่าพี่..ยกมือไหว้ให้ไปนั่ง...(คือเขาคงเกรงใจมาก ที่ให้ผู้หญิงสามคนอย่างเรายืนมาเกินครึ่งทาง) แต่เพื่อนเราก็ไม่ยอมไปนั่ง เหอๆๆ
แหม ได้ข่าวว่าพวกเราอยู่ปีหนึ่ง แต่หน้าพวกนั้นมันเหมือนวิศวะปีสามชัดๆ
จนเพื่อนอีกคนที่ไปนั่งแทนเรา ลุกขึ้นมายืนด้วย แบบว่า..ขืนนั่งไปมีหวังเซตามทางโค้งแน่ๆ เพราะมันโค้งมาตลอดทาง 762โค้งนี่นา ก็เลยยืนโหนรถเมล์กันจนถึงอาเขตเชียงใหม่ พอถึงเขตเชียงใหม่ ลุงคนขับซิ่งมาก คิดจะเบรกก็เบรก แบบว่าผจญภัยสุดๆ มันส์มาก
สรุปว่าเราได้ยืนโหนรถเมล์ประมาณแปดสิบเก้าสิบกิโล (ช่วงที่ผลัดกันนั่ง) เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและผจญภัยดี เมื่อยแต่ไม่มาก ไม่ค่อยเมารถ(เพราะกินยาแก้เมามาแล้ว) ยืนโหนรถเมล์ก็ยังหลับได้.. แต่ถ้านั่งหลับ..เซจนเกือบตกที่นั่ง -*- หนุกหนานๆ
762โค้ง พิชิตมาแล้ว! ด้วยรถเมล์พัดลม
หนึ่งสาวคณะบริหาร <<< รู้สึกว่าเป็นเพื่อนสาวที่ยืนนานที่สุด (เรียกไปนั่ง ก็ไม่ยอมไปนั่ง)
หนึ่งสาวคณะอุตสาหกรรมเกษตร << รู้สึกว่ากูได้นั่งนานสุด ก็เพื่อนมันไม่ยอมมานั่งเปลี่ยน ไอ้เราก็เลยของีบต่อ..แต่ก็ไม่ไหว ต้องยืนแทน นั่งไปประมาณ30-40 กิโลเนี่ยแหละ (แฮ่ๆ)
และหนึ่งสาวคณะรัฐศาสตร์.. <<< เพื่อนสาวที่เฮฮาๆ ชิวๆ (นี่อีกคน เรียกไปนั่งก็ไม่ยอมไปนั่ง)
edit @ 19 Dec 2008 14:24:11 by Garnet